Gender Equality หรือเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เป็นประเด็นสำคัญมากในยุคนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศ และในระดับโลกต่างก็ออกมารณรงค์ สนับสนุนในเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง
รายการ We shift World change เราปรับโลกเปลี่ยน ตอนพิเศษ SDGs talk ในตอนนี้จะเป็นการพูดถึง Sustainable Development Goals (SDGs) ข้อที่ 5 Gender Equality ความเท่าเทียมทางเพศ แม้ว่าหัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ถูกถกเถียงและต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังไม่มากพอที่จะทำให้ทุกคนได้สิทธิ์ที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
ในหัวข้อนี้ได้รับฟังมุมมองจากแขกรับเชิญ 3 ท่าน ได้แก่ คุณวนิจชญา กันทะยวง กรรมการเครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (IWNT), ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ประธานกรรมการส่งเสริมคุณค่าร่วมและความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี จำกัด (มหาชน) และ อาจารย์เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งแขกรับเชิญทั้งสามท่านล้วนแต่เป็นบุคลากรที่ช่วยผลักดันในเรื่องความเท่าเทียมอย่างสุดความสามารถ เพราะอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมแห่งความเท่าเทียม
Gender Equality คืออะไร?
ความเท่าเทียมทางเพศ หรือก็คือการที่เพศทุกเพศมีเสมอภาคกันไม่ว่าจะเป็นเพศชาย เพศหญิง หรือเพศทางเลือกอื่นๆ เงื่อนไขทางสังคม การปฏิบัติ การตัดสินใจ ล้วนต้องเอื้อให้กับทุกเพศอย่างเท่าเทียมโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ
ความเป็นปัจจุบันที่ถูกส่งต่อมาจากอดีต
อาจารย์เคทเล่าว่าในตอนนี้การเรียกร้องความเท่าเทียมของเพศมีความเปลี่ยนแปลงไป เพราะไม่ใช่แค่เพียงเรียกร้องว่าผู้หญิงกับผู้ชายต้องเท่าเทียมกันนะ แต่เป็นเรียกร้องให้ทุกเพศเท่าเทียมกัน รวมถึงเพศทางเลือกด้วยเช่นกัน
แต่สิ่งที่โลกเรามีมาอย่างยาวนานก็คือ “วัฒนธรรม” มันถูกปลูกฝังไว้ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแล้วถูกสืบทอด ส่งต่อจนเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติ ยกตัวอย่างเช่น ความคิดที่พ่อต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว หัวหน้าต้องเป็นผู้ชาย เป็นต้น ในทุกครั้งที่ใครคนใดคนหนึ่งเริ่มเรียกร้องถึงความเท่าเทียม มักจะมีเพศใดเพศหนึ่งที่ได้เปรียบที่สุดในสถานการณ์ตอนนั้นเสมอ
“บ้านเราเป็นสังคมสงเคราะห์ ไม่ใช่สังคมพัฒนา”
ในมุมมองธุรกิจของคุณชาญณรงค์ ท่านเล่าว่าในบริษัทมีพนักงานเป็นผู้พิการมากกว่าที่กฎหมายกำหนด มีพนักงานผู้หญิงมากกว่า 70% ของพนักงานทั้งหมดในบริษัท ที่ทางบริษัทมีนโยบายในการรับพนักงานในรูปแบบนี้เกิดขึ้นเพราะเล็งเห็นถึงความสามารถของผู้หญิงและผู้พิการ ความเสมอภาคที่ทางบริษัทปฏิบัติกับทุกคนเท่าเทียมกัน ทำให้เห็นศักยภาพที่มากกว่าเพศ หรือมากกว่าการมีอวัยวะครบ 32 ส่วน

ท่านยังเล่าต่อว่าเดิมทีคนไทยมีการแบ่งแยกกันมาตั้งแต่เริ่มเรียน มีทั้งโรงเรียนชายล้วน หญิงล้วน คนพิการ แล้วแบ่งอีกเป็นเรียนดี เรียนไม่ดี จึงเกิดการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้น ยิ่งถ้าเป็นคนพิการ แทนที่จะได้รับการศึกษาที่ดี ได้พัฒนา ได้อยู่ในโลกความจริง แต่ถูกจำแนกออกไปให้อยู่อย่างรอคอยการสงเคราะห์ จึงทำให้คนพิการส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการศึกษาและการพัฒนาที่แท้จริง ผลก็คือพวกเขาไม่สามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้
“วัฒนธรรมทำให้คนถูกปิดกั้นตัวตน”
การหาความเท่าเทียมทางเพศที่ว่ายากแล้ว ยังมีวัฒนธรรม จารีต ประเพณีที่ในบางครั้งก็ยากที่จะแตะต้องสิ่งเหล่านี้ คุณวนิจชญาเล่าว่าสำหรับ 15 กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ผู้หญิงชนเผ่ามากมายยังต้องทนทุกข์ทรมานกับประเด็นผู้ชายเป็นใหญ่ เพราะตามจารีตประเพณีสืบทอดกันมาเช่นนั้น ยกตัวอย่างเช่น มีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่ประกอบพิธีกรรมได้ แม้จะมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นภายในครอบครัว ผู้หญิงก็ต้องเลือกที่จะทน เพียงเพราะอยากเข้าร่วมประกอบพิธีกรรม เป็นต้น ความเท่าเทียมของเพศทางเลือกก็เช่นกัน เพราะวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือกฎของแต่ละชนเผ่ามักจะทำให้ตัวตนที่แท้จริงถูกปิดกั้น ไม่สามารถเป็นในสิ่งที่ต้องการได้ และไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะมาเปลี่ยนกฎ เปลี่ยนขนบธรรมเนียมกันภายในเวลาสั้นๆ

“แต่งตัวไม่ดี พูดไม่ชัด เดินเข้าไปในห้างเขาก็หาว่าเราสกปรก”
คงเป็นเรื่องน่าหดหู่ไม่น้อยถ้าเสื้อผ้าที่เราใส่ ภาษาที่เราพูดโดนดูถูกเหยียดหยาม หรือในตอนที่เราต้องการรับบริการอะไรสักอย่างแต่เรากลับโดนเลือกปฏิบัติ โดนล้อเลียนให้อับอาย มันคงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนักถ้าคนคนหนึ่งจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้
ตอนนี้มีอะไรที่เดินหน้าไปแล้วบ้าง?
คุณชาญณรงค์ เล่าว่าตอนนี้ที่บริษัทมีการตั้งนโยบายบริษัทออกมาเกี่ยวกับการไม่เลือกปฏิบัติ มีเจ้าที่รักษาความปลอดภัยผู้หญิง เพื่อให้สามารถตรวจสอบพนักงานหญิงได้ มีหอพักทั้งแบบแยกและแบบครอบครัว มีศูนย์เด็กรับดูแลลูกของพนักงาน มีการมอบทุนการศึกษาให้ อีกทั้งสำหรับคนพิการจะมีการสอนงานที่เหมาะกับศักยภาพของแต่ละคน
“ถ้าชีวิตเขามีความสุข ก็พร้อมทำงานอย่างเต็มที่ นี่แหละคุ้ม”
เพราะบริษัทส่วนใหญ่มองว่าสิ่งเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่จริงๆแล้วมันคือการลงทุนที่คุ้มค่าต่างหาก เพราะเมื่อเขาเริ่มมีความสุขที่จะทำงานกับเรา เขาจะแสดงศักยภาพสูงสุด และมันไม่เคยสูญเปล่า สำหรับแพรนด้า พนักงานบางคนก็อยู่ทำงานกันมาถึงสองหรือสามช่วงอายุเลย เพราะทางบริษัทให้ความเท่าเทียมที่เปรียบเสมือนให้ครอบครัว ให้ชีวิตแก่พวกเขา
ทำอย่างไรให้เกิดความสมดุลทางรายได้และโอกาส
ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย งานที่ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว สมัยก่อนเราจะเห็นแค่ผู้ชายเท่านั้นที่สนใจเรียน สนใจทำ ตอนนี้มีผู้หญิงเข้าไปมากขึ้น ณ ตอนนี้นักวิชาการจึงมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับการทำอย่างไรให้ความเท่าเทียมเกิดขึ้นทั้งที่สัดส่วนตามจำนวนเพศสภาพมีความใกล้เคียงกัน ยกตัวอย่างเช่นในห้องเรียนมีผู้ชาย 30 คน ผู้หญิง 50 คน แต่ทำไมหัวหน้าห้องมักจะเป็นผู้ชาย
“โอกาสของผู้หญิงมีมาก แต่โอกาสที่จะถูกส่งเสริมมีน้อย”
อาจารย์เคทเผยว่าแม้ตอนนี้ผู้หญิงจะได้รับโอกาสมากขึ้นในการเข้าไปทำงานหน้าที่เดียวกับผู้ชาย แต่ยังมีความสมดุลทางรายได้ เพราะในเงินเดือนที่เท่ากัน แต่ผู้หญิงมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าต้นทุนทางเพศที่มากกว่า เช่น ผ้าอนามัย ที่เคยเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะผ้าอนามัยเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องใช้เยอะมากทุกเดือนและมีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ผู้หญิงยังคงได้รับรายได้เท่ากับผู้ชายที่ไม่ต้องมีต้นทุนทางเพศในด้านนี้

“คนที่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ให้สามารถปกป้องตัวเองได้ ก็คือตัวเอง”
สำหรับมุมมองของคุณวนิจชญามองว่าทุกอย่างยิ่งยากเข้าไปอีกเมื่อเราเป็นผู้หญิงชนเผ่า เพราะถึงแม้ปัจจุบันจะมีพรบ.ว่าด้วยเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ กฎหมายคุ้มครองสิทธิในการถูกเลือกปฏิบัติ หรือหน่วยงานส่งเสริมความเท่าเทียม แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริงๆ ความช่วยไกลเกินกว่าจะมาให้ทันเพื่อช่วยเหลือ เพราะอย่างไรความเจ็บปวดก็ต้องเกิดขึ้นมาแล้ว จึงเป็นสาเหตุให้คุณวนิจชญาพยายามผลักดันในเรื่องการให้ความรู้เกี่ยวกับการถูกละเมิดสิทธิของผู้หญิงชนเผ่า ให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถป้องกันตัวเองได้จนกว่าความช่วยเหลือจะเข้ามาถึง
บทสรุป
เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเมื่อไรที่คุณเองจะกลายเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เท่าเทียมกันในสังคม หรือคุณอาจจะโดนเอาเปรียบอยู่โดยที่คุณไม่รู้ ลองปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ มองทุกคนเป็นมนุษย์เท่ากัน ยอมรับในความแตกต่างกันและกัน เพราะถ้าจะให้ทุกคนในโลกเหมือนกัน คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าพิเศษเกิดขึ้นได้ หากคุณเป็นคนที่ได้รับโอกาสแล้วเราสามารถส่งต่อได้ จงทำ แค่คุณมีทัศนคติดีแล้วส่งต่อสิ่งเหล่านี้ ก็ถือเป็นการหยิบยื่นโอกาสให้กับคนที่เข้าไม่ถึงแล้ว
เพราะไม่ว่าเกิน พอดี หรือขาดอะไร ทุกคนก็ยังคงเป็นคนเหมือนกันหมด เคารพความเป็นคนของคนอื่นให้เท่ากับที่คุณเคารพตัวเอง
….
รายการ “เราปรับ…โลกเปลี่ยน We Shift…World Change”
ตอน “พลิกมุมมองใหม่ กับ เรื่องสิทธิมนุษยชน”
หรือ จะเลือกรับฟังรายการ ในรูปแบบของ Podcast ได้ที่:
ติดตามชมรายการ “เราปรับ…โลกเปลี่ยน We Shift…World Change” Facebook
ได้ทาง Facebook เพจ @มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่ หรือ Facebook Global Compact Network Thailand และ ช่องทาง Social Media ของ The Practical


